20 กุมภาพันธ์ 2560
มีภาพความสุขให้เห็น ก็ดูความสุข ดูแล้วสุข ก็ดีแล้ว จะมาถามทำไมว่าสุขมากใช่ไหม
ถ้าอยากเห็นความทุกข์ ก็มีให้เห็นอยู่ทุกนาที ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนต และรอบตัว ไม่ต้องหา ไม่ต้องเรียกร้อง ความทุกข์มาหาเองถึงที่
อะไรที่อยากให้เป็น แต่รู้ทั้งรู้ว่าไม่เป็นตามที่อยาก แล้วจะเรียกร้องไปทำไมให้เหนื่อย เสียเวลาเปล่า
เมื่อตั้งใจ ทำสิ่งที่ดี ช่วยสังคม ก็ทำไป คิดถึงคนอื่นให้มาก อย่ามัวคิดถึงแต่ตัวเอง
คนใกล้ตัวมองไม่เคยเห็น แต่พร่ำเรียกหาคนไกลตัวอยู่ร่ำ ร่ำ
อะไร หลายสิ่ง หลายอย่าง หลายเหตุผล ถ้าคิดเอง เออเอง ก็เป็นไปตามนั้น
แต่อย่าค่วนสรุปว่าในอีกด้านที่ตัวไม่เห็น ไม่สัมผัสด้วยตัวเองจะเป็นไปดังที่ตัวคิด
วลีนี้เป็นจริง "อะไรที่เห็น ไม่ใช่ที่เป็นเสมอไป"
ถ้าอยากรู้ถึงความรู้สึก สถานภาพ ความทุกข์ ความลำบาก ต้องหัดคิดติ่งต่างว่า ถ้าเราเป็นเขาล่ะ
เหมือนวลีภาษาอังกฤษที่ว่า "In one's shoe" ไปใส่รองเท้าเขาดูซิจะได้รู้
ป้าโอ้ท
Search This Blog
Tuesday, February 21, 2017
Thursday, January 26, 2017
บั่นทอนไปถึงใจเมื่อได้เห็น
26 มกราคม 2560
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เลือกเสพสื่อ ข่าวสาร เพราะสภาวะสังคมในยุคของผู้เขียนที่มีอายุน้อยลงทุกวัน มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีไปไกล และ ไกลขึ้นเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าสภาวะจิตใจของ "คน" จะถดถอยลง ผู้เขียนจะไม่หยิบยกสถานการณ์มาให้หมด เพราะคงไม่สามารถจะกล่าวได้ทั้งหมด เนื่องด้วยผู้เขียนมิได้มีความรู้ ความชำนาญ เชี่ยวชาญ และ ไม่ได้เป็นนักวิชาการในแขนงใด ๆ
วันนี้ผู้เขียนรู้สึกถึงความบั่นทอนที่แผ่ซ่านไปถึงจิตใจ เมื่อได้เห็นภาพคนชราในสถานดูแล ซึ่งควรที่จะเป็นสถานที่คนชราพักอาศัยอย่างมีความสุข แต่ภาพที่เห็นนั่นคนชราถูกผู้ดูแลกระทำโดยที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะสู้ ผู้เขียนตระหนักว่าไม่ใช่ผู้ดูแลทั้งองค์กรจะปฎิบัติเช่นนั้น เพียงแต่จิตสำนึกของแต่ละบุคคลต่างกัน ถึงกระนั้น ภาพที่เห็นแต่ละครั้งที่ผู้สูงวัยถูกกระทำ ผู้เขียนไม่สามารถจะดูได้จนจบสักครั้งเดียว ได้แต่เห็นแล้วรีบปิดหรือเลื่อนผ่านไป ไม่เพียงแต่สถานที่พักคนชรา แต่แม้กระทั่งลูก หลานยังกระทำได้
มองย้อนกลับมาที่ตัวผู้เขียนเอง ใช่ ผู้เขียนเองเถียง ดื้อ ต่อบุพการี บางครั้ง หรือหลาย ๆ ครั้งหมางเมิน เมินเฉยต่อท่าน แต่ทั้งชีวิตที่มีลมหายใจ ผู้เขียนไม่เคยแม้แต่คิดจะทำร้าย
เมื่อมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคน หรือ สัตว์ ทุกชีวิตมีความคิดที่ต่างกัน มีทะเลาะกันบ้าง มีใช้กำลังต่อสู้กัน ผู้เขียนไม่รู้สึกความบั่นทอนในจิตมากเท่ากับภาพคนชราถูกกระทำ เมื่อภาพการต่อสู้ของสองฝ่ายที่เท่าเทียมกัน มีการโต้ตอบ ไม่ใช่กระทำต่อผู้ที่ไม่มีทางตอบรับแม้แต่จะผยุงตัวเองให้ลุกยังไม่ได้
อีกภาพที่ผู้เขียนไม่สามารถจะดูได้ คือภาพผู้ใหญ่ทำร้ายเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุเพียง สามขวบ ทำไปได้อย่างไร...
ยุคที่วัตถุ และ ค่านิยมภาพลักษณ์ภายนอกดูเหมือนจะสำคัญ จนทำให้จิตใจคนถดถอยลงทุกวัน ๆ
ในอดีตผู้เขียนเคยคิดว่า ที่ ที่ เราอยู่ เป็นที่ ที่ปลอดภัย เราเลือกที่จะอยู่ ในที่ ที่ปลอดภัย
แต่ยุคนี้ความคิดของผู้เขียนเปลียนไปแล้วว่า ทุก ๆ ที่ มีอันตรายทั้งนั้น ไม่มี ใครเลยที่ไว้ใจได้แม้กระทั่งคนในครอบครัว เพราะคนในครอบครัวเดียวกันยังคร่าชีวิตกันเอง
แต่...ผู้เขียนมั่นใจว่าครอบครัวของผู้เขียนรัก และไว้ใจกันได้ เสมอ
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เลือกเสพสื่อ ข่าวสาร เพราะสภาวะสังคมในยุคของผู้เขียนที่มีอายุน้อยลงทุกวัน มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีไปไกล และ ไกลขึ้นเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าสภาวะจิตใจของ "คน" จะถดถอยลง ผู้เขียนจะไม่หยิบยกสถานการณ์มาให้หมด เพราะคงไม่สามารถจะกล่าวได้ทั้งหมด เนื่องด้วยผู้เขียนมิได้มีความรู้ ความชำนาญ เชี่ยวชาญ และ ไม่ได้เป็นนักวิชาการในแขนงใด ๆ
วันนี้ผู้เขียนรู้สึกถึงความบั่นทอนที่แผ่ซ่านไปถึงจิตใจ เมื่อได้เห็นภาพคนชราในสถานดูแล ซึ่งควรที่จะเป็นสถานที่คนชราพักอาศัยอย่างมีความสุข แต่ภาพที่เห็นนั่นคนชราถูกผู้ดูแลกระทำโดยที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะสู้ ผู้เขียนตระหนักว่าไม่ใช่ผู้ดูแลทั้งองค์กรจะปฎิบัติเช่นนั้น เพียงแต่จิตสำนึกของแต่ละบุคคลต่างกัน ถึงกระนั้น ภาพที่เห็นแต่ละครั้งที่ผู้สูงวัยถูกกระทำ ผู้เขียนไม่สามารถจะดูได้จนจบสักครั้งเดียว ได้แต่เห็นแล้วรีบปิดหรือเลื่อนผ่านไป ไม่เพียงแต่สถานที่พักคนชรา แต่แม้กระทั่งลูก หลานยังกระทำได้
มองย้อนกลับมาที่ตัวผู้เขียนเอง ใช่ ผู้เขียนเองเถียง ดื้อ ต่อบุพการี บางครั้ง หรือหลาย ๆ ครั้งหมางเมิน เมินเฉยต่อท่าน แต่ทั้งชีวิตที่มีลมหายใจ ผู้เขียนไม่เคยแม้แต่คิดจะทำร้าย
เมื่อมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคน หรือ สัตว์ ทุกชีวิตมีความคิดที่ต่างกัน มีทะเลาะกันบ้าง มีใช้กำลังต่อสู้กัน ผู้เขียนไม่รู้สึกความบั่นทอนในจิตมากเท่ากับภาพคนชราถูกกระทำ เมื่อภาพการต่อสู้ของสองฝ่ายที่เท่าเทียมกัน มีการโต้ตอบ ไม่ใช่กระทำต่อผู้ที่ไม่มีทางตอบรับแม้แต่จะผยุงตัวเองให้ลุกยังไม่ได้
อีกภาพที่ผู้เขียนไม่สามารถจะดูได้ คือภาพผู้ใหญ่ทำร้ายเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุเพียง สามขวบ ทำไปได้อย่างไร...
ยุคที่วัตถุ และ ค่านิยมภาพลักษณ์ภายนอกดูเหมือนจะสำคัญ จนทำให้จิตใจคนถดถอยลงทุกวัน ๆ
ในอดีตผู้เขียนเคยคิดว่า ที่ ที่ เราอยู่ เป็นที่ ที่ปลอดภัย เราเลือกที่จะอยู่ ในที่ ที่ปลอดภัย
แต่ยุคนี้ความคิดของผู้เขียนเปลียนไปแล้วว่า ทุก ๆ ที่ มีอันตรายทั้งนั้น ไม่มี ใครเลยที่ไว้ใจได้แม้กระทั่งคนในครอบครัว เพราะคนในครอบครัวเดียวกันยังคร่าชีวิตกันเอง
แต่...ผู้เขียนมั่นใจว่าครอบครัวของผู้เขียนรัก และไว้ใจกันได้ เสมอ
Friday, December 23, 2016
ทุกข์เก็บ สุขแจก
23 ธันวาคม 2559
ตั้งแต่เช้า จัดการโหลดภาพเก่าที่โอนมาจากฮอตเมล์ ซึ่งเจ้าของค่ายเก็บตังค์ค่าพื้นที่ ป้าโอ้ทเป็นบุคคลที่จ่ายง่าย ฉะนั้นต้องโอนถ่ายไปที่ใหม่ซึ่งไม่ต้องควักเบี้ยอัฐ ฮ่าฮ่า จ่ายง่ายที่ซู้ด ภาพทะยอยโหลดเข้าจีเมล์ ภาพแล้วภาพเล่า บอกได้เลยว่า ภาพป้าโอ้ทหลักแสนชัวร์! เพราะภาพเก็บมาตั้งแต่มีกล้องเป็นของตัวเอง อย่ารำลึกดีกว่าว่านานแค่ไหน เอ้า! เข้าประเด็น
ภาพแล้ว ภาพเล่าของป้าโอ้ท มีแต่ภาพยิ้มแฉ่ง หน้าแป้น เห็นฟันทุกซี่ในปาก ทำให้ป้าโอ้ทนีกไปว่า เออนะ เราช่างมีความสุข เน่อะ เวลาคนเรามีแค่ไหนบอกไม่ได้ ไม่มีใครบอกได้ ฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่ตักตวงความสุขได้ ก็จัดไปซิ แต่ในความสุขใช่ว่าจะไม่มีทุกข์ เพียงแต่ว่าสำหรับป้าโอ้ทแล้ว ความทุกข์เป็นทุกข์ของป้าโอ้ทไม่ได้เกี่ยวกับใคร ป้าโอ้ทก็ต้องเก็บไว้กับตัวซิ จะเอาไปเผื่อแผ่คนอื่นทำไมล่ะ ความสุขต่างหากที่ต้องแจกจ่ายไปให้ทั่วๆ แม้จะไม่ได้ทำให้ใคร ๆ มีความสุขโดยตรง อย่างน้อย หน้าตายิ้มแฉ่งของป้าโอ้ท ก็ต้องทำให้ทุกคนที่เห็นมียิ้มเปื้อนหน้าล่ะ
ในโลกออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่าโซเชี่ยล ป้าโอ้ทมีไว้แบ่งปันความสุข จากภาพถ่าย และ วิดิโอ ที่ป้าโอ้ทีคิดเองว่าจะทำให้คนดูมีความสุขเมือเห็น แม้ว่าทุกคนจะรู้สึกสุขไม่เท่ากัน อย่างน้อยป้าโอ้ทมั่นใจว่าเขามีความสุข นอกเสียจากเขาจะคิด"อิจฉา"จากจิตสำนึกของเขาเอง ข้อนี้ป้าโอ้ทไปเปลียน หรือ บอกให้เขาเลิกคิดไม่ได้เน่อะ
เอาน่า มีสุขก็แบ่งๆ กันไป มีทุกข์เก็บเอาไว้ให้มิดชิด แต่หากมีใครที่เข้าใจ และร่วมทุกข์ และ สุขกับเรา ก็อย่าเก็บไว้คนเดียว แบ่งให้เขาไป เผื่อเขาจะช่วยเราปลดทุกข์นั้นได้
ตั้งแต่เช้า จัดการโหลดภาพเก่าที่โอนมาจากฮอตเมล์ ซึ่งเจ้าของค่ายเก็บตังค์ค่าพื้นที่ ป้าโอ้ทเป็นบุคคลที่จ่ายง่าย ฉะนั้นต้องโอนถ่ายไปที่ใหม่ซึ่งไม่ต้องควักเบี้ยอัฐ ฮ่าฮ่า จ่ายง่ายที่ซู้ด ภาพทะยอยโหลดเข้าจีเมล์ ภาพแล้วภาพเล่า บอกได้เลยว่า ภาพป้าโอ้ทหลักแสนชัวร์! เพราะภาพเก็บมาตั้งแต่มีกล้องเป็นของตัวเอง อย่ารำลึกดีกว่าว่านานแค่ไหน เอ้า! เข้าประเด็น
ภาพแล้ว ภาพเล่าของป้าโอ้ท มีแต่ภาพยิ้มแฉ่ง หน้าแป้น เห็นฟันทุกซี่ในปาก ทำให้ป้าโอ้ทนีกไปว่า เออนะ เราช่างมีความสุข เน่อะ เวลาคนเรามีแค่ไหนบอกไม่ได้ ไม่มีใครบอกได้ ฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่ตักตวงความสุขได้ ก็จัดไปซิ แต่ในความสุขใช่ว่าจะไม่มีทุกข์ เพียงแต่ว่าสำหรับป้าโอ้ทแล้ว ความทุกข์เป็นทุกข์ของป้าโอ้ทไม่ได้เกี่ยวกับใคร ป้าโอ้ทก็ต้องเก็บไว้กับตัวซิ จะเอาไปเผื่อแผ่คนอื่นทำไมล่ะ ความสุขต่างหากที่ต้องแจกจ่ายไปให้ทั่วๆ แม้จะไม่ได้ทำให้ใคร ๆ มีความสุขโดยตรง อย่างน้อย หน้าตายิ้มแฉ่งของป้าโอ้ท ก็ต้องทำให้ทุกคนที่เห็นมียิ้มเปื้อนหน้าล่ะ
ในโลกออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่าโซเชี่ยล ป้าโอ้ทมีไว้แบ่งปันความสุข จากภาพถ่าย และ วิดิโอ ที่ป้าโอ้ทีคิดเองว่าจะทำให้คนดูมีความสุขเมือเห็น แม้ว่าทุกคนจะรู้สึกสุขไม่เท่ากัน อย่างน้อยป้าโอ้ทมั่นใจว่าเขามีความสุข นอกเสียจากเขาจะคิด"อิจฉา"จากจิตสำนึกของเขาเอง ข้อนี้ป้าโอ้ทไปเปลียน หรือ บอกให้เขาเลิกคิดไม่ได้เน่อะ
เอาน่า มีสุขก็แบ่งๆ กันไป มีทุกข์เก็บเอาไว้ให้มิดชิด แต่หากมีใครที่เข้าใจ และร่วมทุกข์ และ สุขกับเรา ก็อย่าเก็บไว้คนเดียว แบ่งให้เขาไป เผื่อเขาจะช่วยเราปลดทุกข์นั้นได้
Friday, October 7, 2016
เดินซิ รออะไร
"เมื่ออยากเดิน ก็จงก้าวขาเดิน แต่ถ้ารอให้ใครสักคนมาผลักให้เดินก็ได้ แต่เมื่อมีใครมาผลักแล้วคุณยังไม่ก้าวขา ก็ไม่มีใครช่วยคุณได้แล้วนะ"“If
you want to walk then walk but
if you are waiting for someone to push and after pushing you still stay then none could help”Oath
/ Oct 7, 2016
Friday, August 26, 2016
เราทั้งนั้น
26 สิงหาคม 2559 ป้าโอ้ทเล่าเรื่องที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับบางคน หลายคน หรือถ้าไม่เป็นประโยชน์ ก็ให้ความบันเทิงแล้วกันนะคะ
Saturday, February 13, 2016
ฉลาดมาก ฉลาดน้อย
17 กุมภาพันธ์ 2559
ในความคิดเห็นส่วนตัวของป้าโอ้ท คนทุกคนฉลาด แม้จะไม่ถึงขั้นนักปราชญ์ก็ยังฉลาดกันทุกคน เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อย จะเฉลียว หรือ ไม่ฉงน หรือ จะคิดไตร่ตรอง หรือ ไม่ไตร่ตรอง คือความต่าง
บางคนไม่รู้ตัวเองว่าสิ่งที่แสดงว่าตัวนั้นแสนจะฉลาดกว่าใครๆ แต่สิ่งที่ผู้คนเห็นกลับเป็นตรงข้าม
บางคนเจตนาแสดงตัวว่า " ข้านี่ล่ะฉลาดสุดๆ" แต่สิ่งที่ตนแสดง คนอื่นเขาสัมผัสได้ถึงความเขลา
บางคนฉลาด รู้จริง แต่เสงี่ยมเจียมตัว คนนี้ล่ะฉลาด
ตามที่กล่าวไว้แล้วว่า นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของป้าโอ้ท
และอีกนั่นแหละ ความคิดเห็นในตัวของป้าโอ้ทเอง ป้าโอ้ทคิดว่าตัวเป็นคนที่สำรวจตัวเอง อะไรที่รู้ก็บอกว่ารู้แต่รู้น้อย เพราะป้าโอ้ทมั่นใจว่าตัวเองรู้ไม่จริง อะไรที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แต่ป้าโอ้ทจะไม่ใช่ไม่รู้แบบเขลา ป้าโอ้ทจะพยายามหาคำตอบ จะดิ้นรนขวนขวายก่อน เมื่อที่สุดแล้วยังไม่เกิดความสว่างในความคิด ยังไม่เกิดความฉลาดขึ้นมาไข ป้าโอ้ทจะถามผู้รู้ ผู้รู้ ผู้ที่ป้าโอ้ทคิดว่าเขาจะไขข้อนั้นๆ ให้ป้าโอ้ทได้ ซึ่งผู้รู้ที่ป้าโอ้ทคิดว่า คนนี้ล่ะ เขาอาจจะไม่ได้รู้จริงก็ได้ แต่เพราะผู้รู้คนนั้นเป็นผู้ที่ป้าโอ้ทมั่นใจว่าเขารู้ หลายๆ ครั้ง ป้าโอ้ทพบว่าผู้รู้ ที่แสดงตนว่ารู้ ทำให้เรามั่นใจว่า ใช่ล่ะ คนนี้ล่ะ กลับเป็นผู้ที่เขลา เพราะเขาไม่ได้รู้ แต่แสดงตนว่ารู้ ทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่น นี่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของตัวเองให้หมดไปจากคนอื่น จัดอยู่ในประเภท คนไม่ฉลาด แต่แสดงตนว่าฉลาด และคนที่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ ฮ่าฮ่า แต่ในที่สุดคนที่หลงเชื่อจะหมดศรัทธาในตัวผู้นั้นไปเอง
แต่ก็อีกล่ะ ป้าโอ้ทก็มีจุดที่ตัวเองแสดงออกโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งจุดนี้หลายๆคนก็จะเห็น และก็เห็นในมุมที่แตกต่างกันออกไป หลายคนบอก หลายคนไม่บอก ก็ตามแต่อัธยาศัย
เอาเป็นว่าถ้าทุกคนสำรวจตัวเองกันบ่อย ก็คงจะทำให้ความเขลาที่แสดงออกมาน้อยกว่าตอนที่เราไม่สำรวจตัวเองเน่อะ
ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ
จบ
ในความคิดเห็นส่วนตัวของป้าโอ้ท คนทุกคนฉลาด แม้จะไม่ถึงขั้นนักปราชญ์ก็ยังฉลาดกันทุกคน เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อย จะเฉลียว หรือ ไม่ฉงน หรือ จะคิดไตร่ตรอง หรือ ไม่ไตร่ตรอง คือความต่าง
บางคนไม่รู้ตัวเองว่าสิ่งที่แสดงว่าตัวนั้นแสนจะฉลาดกว่าใครๆ แต่สิ่งที่ผู้คนเห็นกลับเป็นตรงข้าม
บางคนเจตนาแสดงตัวว่า " ข้านี่ล่ะฉลาดสุดๆ" แต่สิ่งที่ตนแสดง คนอื่นเขาสัมผัสได้ถึงความเขลา
บางคนฉลาด รู้จริง แต่เสงี่ยมเจียมตัว คนนี้ล่ะฉลาด
ตามที่กล่าวไว้แล้วว่า นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของป้าโอ้ท
และอีกนั่นแหละ ความคิดเห็นในตัวของป้าโอ้ทเอง ป้าโอ้ทคิดว่าตัวเป็นคนที่สำรวจตัวเอง อะไรที่รู้ก็บอกว่ารู้แต่รู้น้อย เพราะป้าโอ้ทมั่นใจว่าตัวเองรู้ไม่จริง อะไรที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แต่ป้าโอ้ทจะไม่ใช่ไม่รู้แบบเขลา ป้าโอ้ทจะพยายามหาคำตอบ จะดิ้นรนขวนขวายก่อน เมื่อที่สุดแล้วยังไม่เกิดความสว่างในความคิด ยังไม่เกิดความฉลาดขึ้นมาไข ป้าโอ้ทจะถามผู้รู้ ผู้รู้ ผู้ที่ป้าโอ้ทคิดว่าเขาจะไขข้อนั้นๆ ให้ป้าโอ้ทได้ ซึ่งผู้รู้ที่ป้าโอ้ทคิดว่า คนนี้ล่ะ เขาอาจจะไม่ได้รู้จริงก็ได้ แต่เพราะผู้รู้คนนั้นเป็นผู้ที่ป้าโอ้ทมั่นใจว่าเขารู้ หลายๆ ครั้ง ป้าโอ้ทพบว่าผู้รู้ ที่แสดงตนว่ารู้ ทำให้เรามั่นใจว่า ใช่ล่ะ คนนี้ล่ะ กลับเป็นผู้ที่เขลา เพราะเขาไม่ได้รู้ แต่แสดงตนว่ารู้ ทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่น นี่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของตัวเองให้หมดไปจากคนอื่น จัดอยู่ในประเภท คนไม่ฉลาด แต่แสดงตนว่าฉลาด และคนที่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ ฮ่าฮ่า แต่ในที่สุดคนที่หลงเชื่อจะหมดศรัทธาในตัวผู้นั้นไปเอง
แต่ก็อีกล่ะ ป้าโอ้ทก็มีจุดที่ตัวเองแสดงออกโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งจุดนี้หลายๆคนก็จะเห็น และก็เห็นในมุมที่แตกต่างกันออกไป หลายคนบอก หลายคนไม่บอก ก็ตามแต่อัธยาศัย
เอาเป็นว่าถ้าทุกคนสำรวจตัวเองกันบ่อย ก็คงจะทำให้ความเขลาที่แสดงออกมาน้อยกว่าตอนที่เราไม่สำรวจตัวเองเน่อะ
ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ
จบ
Saturday, October 31, 2015
No but Do
Oct 31, 2015
I am writing this blog because I really feel it.
I am writing it because I want to let other people know even though if someone thought "NONE SENSE" I do not care.
I am not say "LOVE" often especially with everyone in my family, my parents because I fell uncomfortable to say. Moreover, I have not say to anyone else but for him I say it more often but not too often. I always say when I appreciated in thing he has done for me even he said "NO" he won't do it.
We have lived together almost 8 years that he is still the same. I can say that , he has never deny me even he said "NO" because at the end he always "DO".
I LOVE HIM.
I say it because I feel it in my heart.
I LOVE HIM, truly LOVE HIM.
I am writing this blog because I really feel it.
I am writing it because I want to let other people know even though if someone thought "NONE SENSE" I do not care.
I am not say "LOVE" often especially with everyone in my family, my parents because I fell uncomfortable to say. Moreover, I have not say to anyone else but for him I say it more often but not too often. I always say when I appreciated in thing he has done for me even he said "NO" he won't do it.
We have lived together almost 8 years that he is still the same. I can say that , he has never deny me even he said "NO" because at the end he always "DO".
I LOVE HIM.
I say it because I feel it in my heart.
I LOVE HIM, truly LOVE HIM.
Wednesday, June 17, 2015
อยากเป็นที่สุด จงทำให้ดีที่สุด Be the best , Do the best
ถ้าอยากเป็นที่สุด จงทำให้ดีที่สุด และ ไม่ต้องเปรียบเทียบตัวเองกับใคร
"If you want to be the BEST , so do YOUR best", and do not compare YOURSELF with ANYONE!
ภาวินี ปีเตอร์สัน <18 มิถุนายน 2558>
"If you want to be the BEST , so do YOUR best", and do not compare YOURSELF with ANYONE!
Pavinee Peterson <June 18,2015>
Saturday, April 11, 2015
เข้มแข็ง ร้องไห้
การเป็นคนเข้มแข็งเป็นสิ่งดีนะ อะไรที่เป็นจุดอ่อนของตัวเราจะเก็บไว้ได้อย่างมิดชิด ไม่มีใครเห็นและรับรู้ถึงจุดอ่อนนั้นได้ แต่การเข้มแข็งมากๆ ส่ิงที่ไม่ดีเลยเมื่อเราอยากร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาแม้สักหยดไหลออกมา อีดอัดนะ
การร้องไห้ไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอเสมอไป แต่เป็นการปลดปล่อยสิ่งที่อีดอัดอยู่ให้ผ่อนคลาย
การร้องไห้มีประโยชน์เหมือนกันนะ ช่วยชะล้างดวงตา ทำให้ดวงตาสดใส
ด้วยเหตุนี้ล่ะมั้งสาวบางคนถึงร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล น้ำตาไหลออกมาเมื่อมีความสุข
เมื่อดีใจ ก็เป็นน้ำตาของความสบายใจ เวลาขำ และ หัวเราะมากๆ น้ำตาไหลออกมาจนกลั้นไม่อยู่ หัวเราะทั้งน้ำตา ดีกว่ากินข้าวเคล้าน้ำตาเน่อะ
แต่ก็ยังมีสถาการณ์ที่แย่ หัวเราะทั้งๆที่ในใจท่วมท้นด้วยน้ำตาเพราะความเศร้าเสียใจ นี่ล่ะคนเข้มแข็ง และคนที่ไม่เข้มแข็งแต่ต้องแสดงออกว่าเข้มแข็ง ดีหรือไม่ดีเนี่ยความเข้มแข็ง
การร้องไห้ไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอเสมอไป แต่เป็นการปลดปล่อยสิ่งที่อีดอัดอยู่ให้ผ่อนคลาย
การร้องไห้มีประโยชน์เหมือนกันนะ ช่วยชะล้างดวงตา ทำให้ดวงตาสดใส
ด้วยเหตุนี้ล่ะมั้งสาวบางคนถึงร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล น้ำตาไหลออกมาเมื่อมีความสุข
เมื่อดีใจ ก็เป็นน้ำตาของความสบายใจ เวลาขำ และ หัวเราะมากๆ น้ำตาไหลออกมาจนกลั้นไม่อยู่ หัวเราะทั้งน้ำตา ดีกว่ากินข้าวเคล้าน้ำตาเน่อะ
แต่ก็ยังมีสถาการณ์ที่แย่ หัวเราะทั้งๆที่ในใจท่วมท้นด้วยน้ำตาเพราะความเศร้าเสียใจ นี่ล่ะคนเข้มแข็ง และคนที่ไม่เข้มแข็งแต่ต้องแสดงออกว่าเข้มแข็ง ดีหรือไม่ดีเนี่ยความเข้มแข็ง
Friday, August 1, 2014
สิ่งที่เห็น กับ สิ่งที่เป็น
หลายๆคนตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่เห็น จากภายนอก จากรูปลักษณ์ จากพฤติกรรม จากการกระทำ
หลายๆคน เป็นอย่างที่ใครๆ เห็น เป็นอย่างที่ภายนอกสื่อ เป็นไปตามพฤติกรรม การกระทำ
แต่...
หลายๆคน ไม่ใช่
ภาพลักษณ์ กับ สร้างภาพ สองอย่างนี้คงไม่แตกต่างกัน เอ หรือ ต่าง ชักไม่แน่ใจแหะ !
ภาพลักษณ์ ในความเข้าใจของตัวเอง คือการเสนอสิ่งที่ผู้อื่นเห็นแล้วรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นดี คนนั้นดี (เราไม่พูดถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเน่อะ เพราะภาพลักษณ์ไม่ดีไม่เคยได้ยิน มีหรือเปล่าน๊า?)
ภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้คนนับหน้าถือตา เกรงใจ ให้เกียรติ และเป็นที่นิยม คงจะใช่เน่อะ
สร้างภาพ เมื่อพูดถึงนึกได้ว่า ของจริงไม่ใช่สิ่งที่แสดง ต่างกันคนละขั้วเลยก็เป็นได้ หรือต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่สร้างภาพยังไงก็นึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในทางไม่ดี คงเหมือนกัน"ผักชีโรยหน้า" มั้ง ?
เราจะพิจารณาตัวเองบ่อยๆว่า แต่ละวันเราทำประโยชน์อะไรบ้าง ?
คำตอบที่ได้ในปัจจุบัน " ไม่มี "
ลืมตาตื่นเช้า อยู่กับตัวเอง อยู่บ้าน ทำหน้าที่แม่บ้าน เล่น กิจกรรมสนุกสนานให้ตัวเอง
งานไม่ได้ทำ ไม่มีอาชีพ เหมือนตัวเองไม่มีประโยชน์เนอะ
เล่นสนุก กิน เที่ยว กิจวัตรมีอยู่เท่านี้
อยากทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคม และ คนอื่นๆบ้าง แต่ไม่เริ่ม ไม่ลงมือ เพราะต้องการที่จะมีอาชีพ
มีรายได้ให้ตัวเองก่อน จากนั้นค่อยทำให้สังคม
เหมือนดี และ เหมือนเห็นแก่ตัว แต่คนทุกคนมีเหตุผล มีเบื้องลึกของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
คนที่ดูสบาย ไม่ต้องทำอะไร ไม่มีทุกข์ ในสายตาคนอื่น ใช่ว่าเบื้องลึกเขาจะไม่ทุกข์ แต่เขาเลือกที่จะสื่อให้คนอื่น ให้สังคมเห็นแต่ความสุข ความสบาย ใครๆได้ติดต่อสื่อสาร ได้ข้องเกียว ได้ปฎิสันธานจะได้มีความสุขไปด้วย
ทำไมจะต้องเอาความทุกข์ของเราไปให้คนอื่น ให้เขาทุกข์ไปด้วยล่ะ
ทำไมต้องแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น
ความเข้มแข็งภายนอก ไม่ได้หมายถึงว่าภายในจะไม่บอบช้ำ แน่นอนสิ่งนี้เป็นไปได้
คนสนุกสนาน ไม่มีสาระ ใช่ว่าจะคิดอะไรไ่ม่เป็น ใช่ว่าจะไม่มีวุฒิภาวะ เพียงแต่เขาเลือกที่จะสื่อออกไปอย่างนั้น
แต่คนที่สนุกสนานไปวันๆ ไม่มีสาระไปเรื่อยๆ และไม่มีวุฒิภาวะเหมือนสภาวะสังขารนี่ล่ะปัญหา ปัญหาของเขาคนนั้นไม่พอ ยังเป็นปัญหาต่อผู้อื่น ปัญหาสังคมอีก
ทำสิ่งที่เป็นไปได้ ทำให้เต็มที่ อย่าหยุด
อย่ามัวฝัน อย่ามัวคิด ลงมือทำซะ
หลายๆคน เป็นอย่างที่ใครๆ เห็น เป็นอย่างที่ภายนอกสื่อ เป็นไปตามพฤติกรรม การกระทำ
แต่...
หลายๆคน ไม่ใช่
ภาพลักษณ์ กับ สร้างภาพ สองอย่างนี้คงไม่แตกต่างกัน เอ หรือ ต่าง ชักไม่แน่ใจแหะ !
ภาพลักษณ์ ในความเข้าใจของตัวเอง คือการเสนอสิ่งที่ผู้อื่นเห็นแล้วรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นดี คนนั้นดี (เราไม่พูดถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเน่อะ เพราะภาพลักษณ์ไม่ดีไม่เคยได้ยิน มีหรือเปล่าน๊า?)
ภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้คนนับหน้าถือตา เกรงใจ ให้เกียรติ และเป็นที่นิยม คงจะใช่เน่อะ
สร้างภาพ เมื่อพูดถึงนึกได้ว่า ของจริงไม่ใช่สิ่งที่แสดง ต่างกันคนละขั้วเลยก็เป็นได้ หรือต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่สร้างภาพยังไงก็นึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในทางไม่ดี คงเหมือนกัน"ผักชีโรยหน้า" มั้ง ?
เราจะพิจารณาตัวเองบ่อยๆว่า แต่ละวันเราทำประโยชน์อะไรบ้าง ?
คำตอบที่ได้ในปัจจุบัน " ไม่มี "
ลืมตาตื่นเช้า อยู่กับตัวเอง อยู่บ้าน ทำหน้าที่แม่บ้าน เล่น กิจกรรมสนุกสนานให้ตัวเอง
งานไม่ได้ทำ ไม่มีอาชีพ เหมือนตัวเองไม่มีประโยชน์เนอะ
เล่นสนุก กิน เที่ยว กิจวัตรมีอยู่เท่านี้
อยากทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคม และ คนอื่นๆบ้าง แต่ไม่เริ่ม ไม่ลงมือ เพราะต้องการที่จะมีอาชีพ
มีรายได้ให้ตัวเองก่อน จากนั้นค่อยทำให้สังคม
เหมือนดี และ เหมือนเห็นแก่ตัว แต่คนทุกคนมีเหตุผล มีเบื้องลึกของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
คนที่ดูสบาย ไม่ต้องทำอะไร ไม่มีทุกข์ ในสายตาคนอื่น ใช่ว่าเบื้องลึกเขาจะไม่ทุกข์ แต่เขาเลือกที่จะสื่อให้คนอื่น ให้สังคมเห็นแต่ความสุข ความสบาย ใครๆได้ติดต่อสื่อสาร ได้ข้องเกียว ได้ปฎิสันธานจะได้มีความสุขไปด้วย
ทำไมจะต้องเอาความทุกข์ของเราไปให้คนอื่น ให้เขาทุกข์ไปด้วยล่ะ
ทำไมต้องแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น
ความเข้มแข็งภายนอก ไม่ได้หมายถึงว่าภายในจะไม่บอบช้ำ แน่นอนสิ่งนี้เป็นไปได้
คนสนุกสนาน ไม่มีสาระ ใช่ว่าจะคิดอะไรไ่ม่เป็น ใช่ว่าจะไม่มีวุฒิภาวะ เพียงแต่เขาเลือกที่จะสื่อออกไปอย่างนั้น
แต่คนที่สนุกสนานไปวันๆ ไม่มีสาระไปเรื่อยๆ และไม่มีวุฒิภาวะเหมือนสภาวะสังขารนี่ล่ะปัญหา ปัญหาของเขาคนนั้นไม่พอ ยังเป็นปัญหาต่อผู้อื่น ปัญหาสังคมอีก
ทำสิ่งที่เป็นไปได้ ทำให้เต็มที่ อย่าหยุด
อย่ามัวฝัน อย่ามัวคิด ลงมือทำซะ
Wednesday, May 28, 2014
ไม่มีอะไร
ไม่มีอะไร จริงนะ?
ป้าโอ้ทคิดว่า หลายๆคน ใช้คำนี้เพื่อบอกปัด ปฎิเสธ และ ปกปิด
หลายๆคนที่รับฟัง คิดว่าคนพูดต้องมีอะไรที่ไม่บอกตัว ต้องไม่จริงใจกับตัว ต้องมีอะไรแอบแฝง
เมื่อเก็บมาคิด ประติดประต่อเรื่องราวไปต่างๆ นานา ปัญหาก็เกิด
คนใกล้ตัวป้าโอ้ทเองพูดบ่อยๆ ป้าโอ้ทเห็นว่าเขากำลังหา แต่ ไม่รู้หาอะไร หาอยู่นั่น ป้าโอ้ทถามไปเผื่อจะช่วยหา
ได้คำตอบมาว่า Nothing ไม่มีอะไรนั่นเอง เขาคงไม่อยากให้ยุ่ง หรือ เขาคงไม่อยากบอก ป้าโอ้ทคิดแล้วก็นิ่ง
ไม่มีก็ไม่มี ป้าโอ้ทไม่เก็บมาคิดต่อให้วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน ปัญหาก็ไม่เกิด
อีกนัยหนึ่ง ไม่มีอะไร คือ ไม่มี ว่างเปล่า ป้าโอ้ทคิด และ พูดขำ ขำ กับเพื่อนๆ
ไม่มี ก็ หามาซิ หรือ ทำให้มีซิ ^_^
พูดไปแล้วเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในการดำรงชีวิต หลายคนๆ ไม่มี แต่ไม่ขวนขวายให้มี ขี้เกียจ แต่หวัง
เฝ้ารอ ให้คนอื่นมาหยิบยื่นให้ คนเหล่านี้มีเท่าไรก็หมด สุดท้ายก็ ไม่มีเหมือนเดิม ถ้าจะเหมาะสมต้องใช้คำว่า
ไม่มีอะไร และ ไม่เหลืออะไร เพราะรอให้คนอื่นหยิบยื่นให้ ไม่คิดจะดิ้นรนไขว้ขว้า สร้างด้วยตนเอง มีแล้วก็หมด
ในทางตรงข้าม คนที่ไขว้ขว้า สร้าง สิ่งที่ตนไม่มี อยากมี ให้มี และ เพิ่มพูน คนเหล่านี้เมื่อหมด ก็สร้างใหม่
ไขว้ขว้าให้มีได้เรื่อยๆ คำว่าไม่มี หมด ก็จะไม่อยู่กับเขาเหล่านี้
ป้าโอ้ทเป็นสองประเภทรวมกัน ^_^
ป้าโอ้ทคิดว่า หลายๆคน ใช้คำนี้เพื่อบอกปัด ปฎิเสธ และ ปกปิด
หลายๆคนที่รับฟัง คิดว่าคนพูดต้องมีอะไรที่ไม่บอกตัว ต้องไม่จริงใจกับตัว ต้องมีอะไรแอบแฝง
เมื่อเก็บมาคิด ประติดประต่อเรื่องราวไปต่างๆ นานา ปัญหาก็เกิด
คนใกล้ตัวป้าโอ้ทเองพูดบ่อยๆ ป้าโอ้ทเห็นว่าเขากำลังหา แต่ ไม่รู้หาอะไร หาอยู่นั่น ป้าโอ้ทถามไปเผื่อจะช่วยหา
ได้คำตอบมาว่า Nothing ไม่มีอะไรนั่นเอง เขาคงไม่อยากให้ยุ่ง หรือ เขาคงไม่อยากบอก ป้าโอ้ทคิดแล้วก็นิ่ง
ไม่มีก็ไม่มี ป้าโอ้ทไม่เก็บมาคิดต่อให้วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน ปัญหาก็ไม่เกิด
อีกนัยหนึ่ง ไม่มีอะไร คือ ไม่มี ว่างเปล่า ป้าโอ้ทคิด และ พูดขำ ขำ กับเพื่อนๆ
ไม่มี ก็ หามาซิ หรือ ทำให้มีซิ ^_^
พูดไปแล้วเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในการดำรงชีวิต หลายคนๆ ไม่มี แต่ไม่ขวนขวายให้มี ขี้เกียจ แต่หวัง
เฝ้ารอ ให้คนอื่นมาหยิบยื่นให้ คนเหล่านี้มีเท่าไรก็หมด สุดท้ายก็ ไม่มีเหมือนเดิม ถ้าจะเหมาะสมต้องใช้คำว่า
ไม่มีอะไร และ ไม่เหลืออะไร เพราะรอให้คนอื่นหยิบยื่นให้ ไม่คิดจะดิ้นรนไขว้ขว้า สร้างด้วยตนเอง มีแล้วก็หมด
ในทางตรงข้าม คนที่ไขว้ขว้า สร้าง สิ่งที่ตนไม่มี อยากมี ให้มี และ เพิ่มพูน คนเหล่านี้เมื่อหมด ก็สร้างใหม่
ไขว้ขว้าให้มีได้เรื่อยๆ คำว่าไม่มี หมด ก็จะไม่อยู่กับเขาเหล่านี้
ป้าโอ้ทเป็นสองประเภทรวมกัน ^_^
Friday, December 27, 2013
กินให้อิ่ม
27 ธันวาคม 2556
ในระหว่างที่ป้าโอ้ทกำลังหยิบกุ้งชุบแป้งทอด จิ้มซอส(ห่อสำเร็จ) ก่อนจับใส่ปาก ตามด้วยมันฝรั่งทอด ป้าโอ้ทได้คิดว่า " มิสเตอร์ตอนอยู่ไทยคงเหมือนป้าโอ้ทเวลานี้ กินให้อิ่ม โดยที่ไม่คำนึงถึงรสอาหารว่าถูกปากตัวเอง" เพราะด้วยสถานการณ์ไม่มีทางเลือก (ถ้ามีป้าโอ้ทขอเลือกทางที่ดีกว่า)
ทุกครั้งที่ป้าโอ้ทมาบ้านแม่ย่า/ญาติ มิสเตอร์ที่นอร์ทดาโกต้า ป้าโอ้ทจะโหย รสอาหารไทย/เอเชีย เมื่อกลับบ้านที่เดลาแวร์ทุกครั้ง เพราะที่นี่ไม่มีร้านอาหารเอเชีย ผู้อ่านคงกำลังคิดว่า"ก็ทำเองซิ" ใช่ไหมคะ? ป้าโอ้ทก็อยากทำเอง แต่ไม่มีร้านเอเชีย ไม่มีอะไรที่เป็นเอเชียขาย และอีกทางเลือกคือ ป้าโอ้ทพกอาหารมาเองจากเดลาแวร์ แล้วมาใส่ไมโครเวฟ นั่นคือ กลิ่นคงอบบ้านแม่ย่า แล้วอาจทำให้แม่ย่าเวียนหัวก็เป็นได้เพราะไม่คุ้นเคย
ส่วนร้านอาหารทั่วๆ ไป เหมือนที่เดลาแวร์มีอยู่มากมาย ที่นี่ก็ไม่มีค่ะ ถ้าจะกินร้านเหล่านั้นต้องไปอีกเมือง ใช้เวลาขับรถ หนึ่งชั่วโมง ซึ่งนานๆ ไปก็ได้ แต่ไปบ่อยๆ คงไม่ไหว สิ่งที่มีคือร้านอาหารของคนพื้นที่ ซึ่งมีเมนูให้เลือกไม่มาก และ รสไม่ถูกปากป้าโอ้ทด้วย แต่หิวแล้ว ก็กินให้อิ่มซะ ไม่ต้องนึกถึงว่าอร่อยถูกปากหรือไม่ เพราะอย่างน้อย ป้าโอ้ทเป็นคนเลือกเมนูที่ตัวเองคิดว่ากินได้
นึกแบบนี้แล้ว นอกจากจะนึกถึงมิสเตอร์ตอนไปไทย แล้วยังนึกไปถึงคนที่ไม่มีจะกินกว่า เช่นเด็กๆในประเทศแอฟริกา เอธิโอเปีย เขาเหล่านั้นอย่าว่าแต่เลือกเมนูเองเลย อาหารเขาก็ไม่มีให้เลือก ป้าโอ้ทเห็นในทีวีเขากินดินกัน
สถานการณ์ป้าโอ้ทแค่กินให้อิ่ม เพราะไม่มีตัวเลือก(อาหารที่ชอบ รสถูกปาก) แต่เด็กๆ เหล่านั้น เขากินเพื่ออยู่ ประทังชิวิต ให้มีแรงไปวันๆ และเลือกไม่่ได้ด้วย
ป้าโอ้ทโชคดีกว่าหลายๆชีวิต
ในระหว่างที่ป้าโอ้ทกำลังหยิบกุ้งชุบแป้งทอด จิ้มซอส(ห่อสำเร็จ) ก่อนจับใส่ปาก ตามด้วยมันฝรั่งทอด ป้าโอ้ทได้คิดว่า " มิสเตอร์ตอนอยู่ไทยคงเหมือนป้าโอ้ทเวลานี้ กินให้อิ่ม โดยที่ไม่คำนึงถึงรสอาหารว่าถูกปากตัวเอง" เพราะด้วยสถานการณ์ไม่มีทางเลือก (ถ้ามีป้าโอ้ทขอเลือกทางที่ดีกว่า)
ทุกครั้งที่ป้าโอ้ทมาบ้านแม่ย่า/ญาติ มิสเตอร์ที่นอร์ทดาโกต้า ป้าโอ้ทจะโหย รสอาหารไทย/เอเชีย เมื่อกลับบ้านที่เดลาแวร์ทุกครั้ง เพราะที่นี่ไม่มีร้านอาหารเอเชีย ผู้อ่านคงกำลังคิดว่า"ก็ทำเองซิ" ใช่ไหมคะ? ป้าโอ้ทก็อยากทำเอง แต่ไม่มีร้านเอเชีย ไม่มีอะไรที่เป็นเอเชียขาย และอีกทางเลือกคือ ป้าโอ้ทพกอาหารมาเองจากเดลาแวร์ แล้วมาใส่ไมโครเวฟ นั่นคือ กลิ่นคงอบบ้านแม่ย่า แล้วอาจทำให้แม่ย่าเวียนหัวก็เป็นได้เพราะไม่คุ้นเคย
ส่วนร้านอาหารทั่วๆ ไป เหมือนที่เดลาแวร์มีอยู่มากมาย ที่นี่ก็ไม่มีค่ะ ถ้าจะกินร้านเหล่านั้นต้องไปอีกเมือง ใช้เวลาขับรถ หนึ่งชั่วโมง ซึ่งนานๆ ไปก็ได้ แต่ไปบ่อยๆ คงไม่ไหว สิ่งที่มีคือร้านอาหารของคนพื้นที่ ซึ่งมีเมนูให้เลือกไม่มาก และ รสไม่ถูกปากป้าโอ้ทด้วย แต่หิวแล้ว ก็กินให้อิ่มซะ ไม่ต้องนึกถึงว่าอร่อยถูกปากหรือไม่ เพราะอย่างน้อย ป้าโอ้ทเป็นคนเลือกเมนูที่ตัวเองคิดว่ากินได้
นึกแบบนี้แล้ว นอกจากจะนึกถึงมิสเตอร์ตอนไปไทย แล้วยังนึกไปถึงคนที่ไม่มีจะกินกว่า เช่นเด็กๆในประเทศแอฟริกา เอธิโอเปีย เขาเหล่านั้นอย่าว่าแต่เลือกเมนูเองเลย อาหารเขาก็ไม่มีให้เลือก ป้าโอ้ทเห็นในทีวีเขากินดินกัน
สถานการณ์ป้าโอ้ทแค่กินให้อิ่ม เพราะไม่มีตัวเลือก(อาหารที่ชอบ รสถูกปาก) แต่เด็กๆ เหล่านั้น เขากินเพื่ออยู่ ประทังชิวิต ให้มีแรงไปวันๆ และเลือกไม่่ได้ด้วย
ป้าโอ้ทโชคดีกว่าหลายๆชีวิต
Tuesday, October 1, 2013
สีเหลือง...
ป้าโอ้ทชอบสีสันสดใส สีหม่นก็ชอบนะ แต่น้อยกว่า
1 ตุลาคม 2556ป้าโอ้ทเคยไม่ชอบสีเหลือง ด้วยเหตุผลจากความรู้สึกเท่านั้นว่า"ไม่ชอบ" กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนที่ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ คนหนึ่ง มีชะตาเหมือนกันคือต้องใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้าน ต่างเมือง สิ่งที่เหมือนกันคือชอบทำงานไหม จะมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับเวลาที่แต่ละคนจัดสรรทำงานไหมนั้นๆ เพื่อนส่งผ้าพันคอทำเองสีเหลืองมาให้ป้าโอ้ท ซึ่งตอนได้รับรู้สึก"ว้า สีเหลือง" แต่เพื่อน"ตั้งใจ"ทำ และใช้เวลาในการทำ งานฝีมือทุกชิ้นต้องใช้สมาธิ และ เวลา ที่สำคัญ ขณะที่ทำผู้ทำใส่"ใจ" ทำให้ป้าโอ้ทต้องยอมรับ และ"ฝืน" ใส่ผ้าพันคอผืนนั้น ด้วยความที่เพราะ"เพื่อนทำให้ด้วยใจ" ป้าโอ้ทบอกตัวเองว่า
"เอาวะ! ไม่ชอบใช่ไหม งั้นต้องใช้บ่อยๆ จนกว่าจะชอบ" ซื้อเสื้อผ้าสีเหลืองมาใส่ แล้วใส่บ่อยๆ และ...ปาฎิหาริย์มีจริง (เว่อร์!) ป้าโอ้ทรู้สึก"ชอบ" สีเหลืองตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้
ก่อนหน้า...ป้าโอ้ทไม่ชอบสีชมพู เพราะคิดเองว่า สีชมพูไม่เหมาะกับบุคลิก หลายปีมาแล้ว สีชมพูกับป้าโอ้ทไม่ใช่สิ่งคู่กัน จนกระทั่งมาอยู่อเมริกา เสื้อผ้าสีชมพูมีนับชิ้นได้ นานๆ ใส่ สองปีผ่านไปในอเมริกา มิสเตอร์ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ป้าโอ้ทได้เครื่องใหม่ด้วย(ผลของการเป็นผู้ติดตาม...^_^) ชุดโทรศัพท์ได้ซองแถมฟรี! ป้าโอ้ทชอบของฟรีอยู่แล้ว และซองแถมเป็น"สีชมพู" ว้า! แต่เพราะฟรี ใช้ๆ ไปเถอะ
จากวันนั้นกลับมาบ้าน ป้าโอ้ทนึกอยากสร้างภาพ"ป้าโอ้ทชมพูหวาน" แล้วลงมือปฎิบัติ ผลออกมา "ดูดีเหมือนกัน" ภาพหวานปิดบังความชืด "ป้าโอ้ทเปรียบเปรยตัวเอง
*ทำให้ป้าโอ้ทเปลียนความรู้สึก และ นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน กับการติดต่อคนในสังคม(แคบๆของป้า)*
สิ่งที่เราไม่ชอบเพราะเหตุผล"รู้สึก" เราฝืนเผชิญกับสิ่งนั้นให้เต็มที่แล้วหากความ"รู้สึก"ยังคงไม่ชอบเพราะได้สัมผัสกับ"ด้านไม่ดี"ของสิ่งนั้น บทสรุปคือจงไม่ชอบต่อไป
แต่ถ้ายิ่งสัมผัสกับสิ่งนั้นแล้ว"รู้สึก" ดีขึ้น ดีขึ้น เราจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเหตุผลที่รู้สึก"ไม่ชอบ" หายไปตั้งแต่เมื่อไร
กับคนก็เช่นกัน เราไม่ชอบคนนั้น เพราะ"รู้สึก" หันมามองเขาใหม่ คลุกคลีกับเขาให้มากขึ้นแล้วดูซิว่า ที่เรา"รู้สึก" ใช่หรือไม่ใช่
หลายๆคนจากที่"รู้สึกไม่ชอบ" เปลียนเป็น เพื่อนสนิท เพื่อนที่ยังติดต่อคลุกคลี และอยู่ในวงจรของเรา
หลายๆคนจากที่"รู้สึกไม่ชอบ" เปลียนเป็น อยู่"ห่างๆ" ไว้ดีที่สุด
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ทุกคนมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง หากในวิสัยทัศน์นั้นมีความประนีประนอม ไม่อคติ ไม่หลงตน ความขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่น คงจะไม่มี (มั้ง)
................
Subscribe to:
Posts (Atom)


